“คันจู๋ไม่รู้เป็นอะไร?!?”

..

สุขภาพน่ารู้ จากหมอยูโร😅
“คันจู๋ไม่รู้เป็นอะไร?!?”
ผู้เขียน นพ.วัฒนชัย อึ้งเจริญวัฒนา รพ.สรรพสิทธิประสงค์
“ คันหูไม่รู้เป็นอะไร เอาสำลีมาปั่นก็ไม่หาย ” เสียงเพลงแว่วมา ทำให้นึกได้ว่า คนไข้นอกจากจะบ่นคันหูแล้ว ยังมีผู้ป่วยเพศชายที่มาตรวจด้วยเรื่องคันบริเวณอวัยวะเพศชาย (คันจู๋) ซึ่งเป็นอาการที่เจอได้บ่อยในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

.
จึงขอแชร์ความรู้ให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ได้ทราบถึงสาเหตุและวิธีการรักษาโดยสังเขป

  1. การคันบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ชาย (male external genitalia)
  2. การคันในท่อปัสสาวะเพศชาย (male urethra)
    .
    เรื่องแรกก็คือ สาเหตุที่พบได้บ่อยมักจะเกิดจากการติดเชื้อรา อันเนื่องมาจากการติดโดยตรงจากคู่นอน การมีความชื้นสะสมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เช่นหลังจากอาบน้ำ การแช่น้ำนานๆ เสื้อผ้าเปียก
    .
    หรือสิ่งที่ไม่ค่อยได้คิดถึงกัน คือ การที่มีปัสสาวะตกค้างในลำกล้องแล้วหยดออกมา ทำให้กางเกงในเปียก เมื่อสปอร์เชื้อราซึ่งพบได้ ทั่วไป อยู่ในภาวะที่เหมาะสม (ความชื้นสูง) จะทำให้เชื้อเติบโตและทำให้เกิดอาการคันเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นโรคกลากเกลื้อน
    .
    ในบางรายที่มีภูมิคุมกันในร่างกายต่ำ เช่น ป่วยเป็นเบาหวาน หรือผู้สูงอายุ การติดเชื้อราจะรุนแรงมากจนทำให้เกิดแผลบริเวณ หนังหุ้มปลาย หัวองคชาต ทำให้เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียตามมา
    .
    ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายลงได้ ทำให้มีปัสสาวะตกค้างระหว่างหนังหุ้มปลายและองคชาต (phimosis) ส่งผลให้เกิดความชื้นสะสมและติดเชื้อรารุนแรงมากขึ้น
    .
    การรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ การหลีกเลี่ยงสภาวะที่ทำให้เกิดความชื้นสูง เช่น รีดน้ำปัสสาวะออกจากท่อปัสสาวะที่มีน้ำปัสสาวะค้างในลำกล้องจนหมด ( post void dribbling) ร่วมกับการทำลายเชื้อราและสปอร์ของเชื้อราที่ตกค้างในเสื้อผ้า การใช้ยาฆ่าเชื้อรา ทั้งรูปแบบครีมและแชมพู
    .
    หากผู้ป่วยมีอาการที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียควรให้ยาปฏิชีวนะ และให้ยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสมในระยะเวลานานประมาน 1 เดือน
    .
    การติดเชื้อปรสิตเช่น หิด โลน โดยหิด (scabies) มักจะเกิดร่วมกับอาการคันบริเวณง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ผิวหนังบริเวณอื่นร่วมด้วย โดยเริ่มจากการเป็นตุ่มใส แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มแดง
    .
    โลน (louse) เป็นปรสิตที่ได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่เป็นโรค ผู้ป่วยมักจะให้ประวัติคันบริเวณขนหัวหน่าว ซึ่งเป็นบริเวณที่ปรสิตอาศัย การรักษาคือการโกนขนหัวหน่าว ร่วมกับการใช้ยาฆ่าปรสิตแบบทา หรือกิน และ เปลี่ยนหรือทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยการต้ม เครื่องนอนที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของปรสิต
    .
    โรคผิวหนังทั่วไป เช่น การแพ้สารเคมี เช่น ผงซักฟอก สบู่ น้ำหอม โรคที่พบร่วมกับผิวหนังส่วนอื่น เช่น สะเก็ดเงิน โรคไตวายเรื้อรัง การรักษาก็รักษาตามโรคนั้นๆ
    .
    เรื่องที่สองก็คือการคันในท่อปัสสาวะ ส่วนใหญ่นั้นมักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบบ่อยคือ ปรสิต Trichomonas Vaginalis ซึ่งมีอาการคันในท่อปัสสาวะเป็นอาการเด่น การรักษาโรคนี้นั้น สามารถรักษาโดยใช้ยากลุ่ม metronidazole
    .
    โรคอื่นๆ เช่น หนองในนั้นมักจะมีอาการคันนำมาก่อนจะมีหนองออกมาจากท่อปัสสาวะ รวมไปถึงปัสสาวะได้ ซึ่งการรักษานั้นควรได้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมทั้งหนองในแท้ และหนองในเทียม
    .
    กล่าวโดยสรุป หากผู้ป่วย (ผู้อ่าน) มีอาการคันจู๋ สามารถดูประวัติเสี่ยงจากบทความ ไปแจ้งแพทย์ผู้รักษา จะช่วยให้การรักษาโรคได้ถูกต้อง และจะได้รับคำแนะนำในการป้องกันโรคด้วย โดยเฉพาะหากยังมีเพศสัมพันธ์ได้ควรดูประวัติเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และควรพาคู่นอนมารับการรักษาด้วย
    .

ผู้ตรวจทาน รศ.นพ.พิษณุ มหาวงศ์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่

Stay Connected

Popular Knowledge

เข้าสู่ระบบ


ลงทะเบียน

(เฉพาะสมาชิก TUA เท่านั้น)

กรุณากรอกข้อมูลด้านล่าง

กู้คืนรหัสผ่านของคุณ

กรุณาระบุอีเมลของคุณ